Showing results for “serve”

12 results found

  • ใช้งาน Google Fonts กับ Ionic

    Article
    Save Pongsiri 4 months ago

    ฟอนต์ในแอพมันไม่สวยทำไงดี? บทความนี้ ถึงวิธีการใช้งาน Google Fonts กับ ionic กันครับ เริ่มเลย1. เริ่มจากสร้างแอพใหม่ หรือใครมีโปรเจคอยู่แล้วก็ cd เข้าไปได้เลยionic start IonicWithGoogleFonts blankcd IonicWithGoogleFonts2. ไปที่ https://fonts.google.com/?subset=thai แล้วเลือกฟอนต์ไทย3. คลิก + ที่ฟอนต์ที่ต้องการ จะมีบาร์ของฟอนต์ที่เลือกขึ้นมาด้านล่าง4. copy เฉพาะ URL ของฟอนต์ไปเปิดใน browser แท็บใหม่ ในตัวอย่างนี้คือ https://fonts.googleapis.com/css?family=Mitr5. ดูในส่วนของ /* thai */ มอง url ของไฟล์นามสกุล .woff2 แล้ว copy เฉพาะ url นั้นมาเปิดใน browser อีกครั้งครับ คราวนี้มันจะดาวน์โหลดมาที่เครื่อง6. เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อฟอนต์.woff2 เช่น mitr.woff27. ในโปรเจคของเราให้เข้าไปที่โฟลเดอร์ src/assets แล้วสร้างโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ fonts8. copy ไฟล์ mitr.woff2 (ชื่อไฟล์ที่เราตั้ง) มาไว้ที่โฟลเดอร์ src/assets/fonts9. define ฟอนต์ของเราที่ไฟล์ src/app/app.scss เพิ่มโค้ดตามตัวอย่างด้านล่างนี้@font-face{ font-family: Mitr; src: url('../assets/fonts/mitr.woff2') format('woff2');} *{ font-family: Mitr;}10. รัน ionic serve ดูผลลัพธ์กันครับionic serveสรุปตัวอย่างนี้เป็นการทดสอบใช้ฟอนต์ภาษาไทยจาก google fonts แบบง่ายๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กันต่อได้เลยนะครับ

  • upload/download ไฟล์บน server ด้วย terminal

    Topic
    Save Pongsiri 4 months ago

    Upload ไฟล์จากเครื่องไปเซิร์ฟเวอร์โดยตรงด้วยคำสั่ง scpscp cool_stuff.txt [email protected]:/this/path/right/hereDownload ไฟล์จาก url อื่นๆ ด้วยคำสั่ง wgetwget -nd -r -P /save/location -A jpeg,jpg,bmp,gif,png http://www.somedomain.com

  • วิธีรัน serve ของ laravel ให้เครื่องอื่นเปิดดูได้

    Topic
    Save Pongsiri 4 months ago

    sudo php artisan serve --host 192.168.1.101 --port 80

  • http status code ที่ควรรู้มีอะไรบ้าง

    Article
    Save Pongsiri 5 months ago

    เมื่อ browser มีการร้องขอไปยัง server จะมีการตอบสนองบางอย่างกลับมาเพื่อบอกสถานะการร้องขอหรือมี error เกิดขึ้น ซึ่งการตอบสนองจะบอกเอาเป็น status code และมีความหมายตามนี้ครับ1xx: Information100: Continue เซิร์ฟเวอร์ได้รับ request header แล้ว, และ client จะส่ง request body ต่อ101: Switching Protocols ผู้ร้องขอต้องการเปลี่ยน protocol102: Checkpoint เซิร์ฟเวอร์กำลังประมวลผล2xx: Successful200: OK การส่งคำขอสำเร็จแล้ว201: Created สร้างทรัพยากรใหม่แล้ว202: Accepted คำขอได้รับการยอมรับสำหรับแล้ว แต่ยังประมวลผลยังไม่เสร็จ203: Non-Authoritative Information คำขอได้รับการประมวลผลเรียบร้อยแล้ว แต่กำลังส่งคืนข้อมูลที่อาจมาจากแหล่งอื่น204: No Content คำขอได้รับการประมวลผลเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้ส่งคืนเนื้อหาใด ๆ205: Reset Content การร้องขอได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว แต่ไม่มีเนื้อหาใด ๆ คืนกลับมา ต่างจากรหัส 204 ตรงที่การตอบรับนี้ ผู้ร้องขอจำเป็นต้องล้างมุมมองของเอกสาร206: Partial Content เซิร์ฟเวอร์ส่งข้อมูลมาให้บางส่วน ตามที่ผู้ร้องขอกำหนดไว้ใน header3xx: Redirection300: Multiple Choices ผู้ใช้สามารถเลือกลิงค์ที่จะ redirect ไป (ไม่เกิน 5 ลิงค์)301: Moved Parmanently หน้าที่เรียกนี้ย้ายไป URL อื่นถาวร302: Found หน้าที่เรียกนี้ย้ายไป URL อื่นชั่วคราว303: See Other หน้าที่เรียกนี้อยู่ภายใต้ URL อื่น304: Not Modified หน้าที่เรียกนี้ยังมีเนื้อหายังไม่ได้แก้ไขตั้งแต่การเรียกครั้งล่าสุด 4xx: Client Error400: Bad Request ไม่ตอบสนองเพราะมี syntax ไม่ถูกต้อง401: Unauthorizedยัง ไม่ได้ระบุตัวตน402: Payment Required มีการเรียกชำระเงิน (ใช้ในอนาคต)403: Forbidden ระบุตัวตนแล้วแต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงส่วนนี้404: Not Found ไม่พบหน้าที่ร้องขอ405: Method Not Allowed method ไม่ถูกต้อง ดูให้ดีว่าใช้ get, post, put หรือ delete406: Not Acceptable header ของ request ไม่สัมพันธ์กัน413: Request Entity Too Large ทรัพยากรที่ร้องขอใหญ่เกินกว่าที่จะส่งได้ 414: Request-URI Too Long URL ยาวเกินไป415: Unsupported Media Type เซิร์ฟเวอร์ไม่รู้จักชนิดของรูปหรือสื่อที่เรียก5xx: Server Error500: Internal Server Error มีข้อผิดพลาดบางอย่างภายใน ไม่ทราบสาเหตุ501: Not Implemented เซิร์ฟเวอร์ไม่เข้าใจ request หรือไม่สามารถทำงานตามคำสั่งได้502: Bad Gateway เซิร์ฟเวอร์เป็น Gateway หรือ Proxy ได้รับ response ผิดพลาดจากเซิร์ฟเวอร์อื่น503: Service Unavailable ใช้งานเกินพิกัด(ล่ม) หรือกำลังปรับปรุงเซิร์ฟเวอร์ 504: Gateway Timeout เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้รับตอบสนองจากเซิร์ฟเวอร์อื่น จนหมดเวลากันก่อน

  • แก้ปัญหา TypeError: AppScripts.serve is not a function

    Topic
    Save Pongsiri 5 months ago

    สำหรับใครที่รัน ionic serve แล้วเจอ error แบบนี้TypeError: AppScripts.serve is not a function    at /usr/local/lib/node_modules/ionic/node_modules/@ionic/cli-utils/lib/ionic-angular/serve.js:18:43    at Generator.next (<anonymous>)    at fulfilled (/usr/local/lib/node_modules/ionic/node_modules/tslib/tslib.js:104:62)    at <anonymous>วิธีแก้คือให้ติดตั้ง app-scripts เวอร์ชั่นล่าสุดnpm install --save-dev @ionic/[email protected]

  • ป้องกัน Spam บนเว็บของคุณ ด้วย reCAPTCHA

    Article
    Save Pongsiri 5 months ago

    reCAPTCHA พัฒนาโดย Google เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เว็บไซต์โดน Spam จากพวกบอทต่างๆ ที่แฝงตัวเข้ามาโจมตีเว็บไซต์ของเราแบบเงียบๆวิธีป้องกันก็คือให้ user เป็นคนยืนยันเลยว่าตัวเองเป็นคน ไม่ใช่บอท โดยจะให้ user เป็นคนตอบคำถามบางอย่างที่บอทไม่สามารถตอบได้ เช่น ให้เลือกรูปที่คล้ายกับรูปตัวอย่างแบบนี้ สโลแกนคือ "ยากสำหรับบอท ง่ายสำหรับคน"เปิดใช้งาน reCAPTCHAเข้าไปที่เว็บ https://www.google.com/recaptcha (จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบโดยใช้บัญชี gmail ของเราก่อน) แล้วคลิกปุ่ม "My reCAPTCHA" จะเจอฟอร์มให้ลงทะเบียนเว็บไซต์ของเรา และมี 3 ประเภทให้เลือกครับ1. reCAPTCHA v2 (มีช่อง checkbox คลิกแล้วให้ user เลือกรูปภาพ)2. Invisible reCAPTCHA (ทำงานเบื้องหลัง ไม่แสดงให้เห็น)3. reCAPTCHA Android (สำหรับใช้งานบน Android)ในที่นี้เลือกเป็น reCAPTCHA v2 ครับ ส่วนช่องโดเมนสามารถใส่โดเมนที่จะใช้งานได้หลายโดเมนนะครับเสร็จแล้วเราก็จะได้กุญแจ มาใช้งาน 2 อันคือ Site key ไว้ใช้งานกับฟอร์มและ Secret key ไว้เชื่อมต่อกับ Google (เก็บไว้เป็นความลับด้วยนะครับ) การติดตั้งบนเว็บไซต์ในช่อง Step 1 ให้ Copy โค้ดทั้งสองอัน ไปวางในหน้าเว็บของเราครับในหน้านี้เราอาจเขียนสคริปต์ป้องกันไม่ให้คนกด submit ก่อนใส่ reCAPTCHA โดยการ disabled ปุ่ม submit ไว้ก่อน แล้วเขียน function เปิดใช้ปุ่มเมื่อได้รับ callback จาก reCAPTCHA ก่อนแบบนี้แล้วก็เพิ่ม data-callback ที่ .g-recaptcha ด้วยนะครับส่วนที่ฝั่ง Server side หรือฝั่งหน้ารับค่าข้อมูลก็ให้เขียนเช็คด้วยว่าพารามิเตอร์ g-recaptcha-response ที่ submit เข้ามาเป็นค่าที่ถูกต้องจริงๆ โดยการ call api ไปหา google ตามตัวอย่างนี้ (เปลี่ยน your_secretekey ด้วยนะ)$captcha;       if(isset($_POST['g-recaptcha-response'])){  $captcha=$_POST['g-recaptcha-response']; $response=json_decode(file_get_contents("https://www.google.com/recaptcha/api/siteverify?secret=your_secretkey&response=".$captcha."&remoteip=".$_SERVER['REMOTE_ADDR']), true);        }if($response['success'] == true){    // Your Code Here}การติดตั้งบน Wordpressมีปลั๊กอินให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งได้หลายตัวเลย ขอตัวอย่างแบบ Invisible reCAPTCHA บ้างนะครับ ค้นหาและติดตั้งปลั๊กอินชื่อ Invisible reCaptcha for WordPress นะครับคลิกปุ่ม "ใช้งาน" แล้วเข้าไปตั้งค่าโดยคลิกที่เมนู Settings -> Invisible reCaptchaแล้วใส่ข้อมูล Site Key และ Secrete Key ของเราครับ จะเลือกภาษาหรือตั้งก็ค่าตำแหน่งการแสดงด้วยก็ได้ครับและเลือกด้วยว่าจะให้ป้องกันที่หน้าไหนบ้างเสร็จแล้ว Invisible reCaptcha จะแสดงสัญลักษณ์แบบนี้ที่หน้าที่เราต้องการให้ป้องกันครับ

  • วิธีตั้งค่าเก็บ Log ของ Windows Firewall

    Article
    Panachai Meetun 6 months ago

    405x450 (Original: 0x0)วิธีการตั้งค่าเก็บ Log ของ Windows Firewall1.ไปที่ Start เมนู > พิมพ์ค้นหา้คำว่า Windows Firewall Advanced > จากนั้นคลิกที่ Windows Firewall with Advanced Security2.คลิกที่เมนู Properties3.คลิกที่แท็บ Public Profile > ไปที่ Logging > คลิก Customize…4.รายการชื่อ Log successful connections > เลือก Yes > คลิก OK5.ตรวจสอบ Firewall State > ต้องเป็น On (recommended) > คลิก OK** เสร็จขั้นตอนการตั้งค่าเก็บ Log **วิธีการดู Log ของ Windows Firewall1.ไปที่ C:\Windows\System32\LogFiles\Firewall2.ไฟล์ชื่อ pfirewallประโชยน์จากการตั้งค่า– เอาไว้ตรวจสอบรายละเอียดการเชื่อมต่อต่างๆเข้ามาที่เครื่อง (โดยเฉพาะเวลาโดนโจมตี)– ยกตัวอย่างจากรูปด้านล่างนี้ ซึ่งกำลังถูกโจมตีด้วยรูปแบบ UDP Flood และ TCP Port 80 (หน้าเว็บ)UDP Flood > จากรูปโจมตีเข้ามาที่ Port 2302

  • การ Restore Database ของ SQL Server

    Article
    Panachai Meetun 6 months ago

    การ Restore Database ของ SQL SERVERในการ Restore ตัว Database ของ SQL Server สามารถ Restore ได้ทั้งในกรณีที่ทับ Database ที่มีอยู่แล้ว หรือในกรณีที่ยังไม่เคยมี Database ก็ได้เช่นเดียวกัน โดยในกรณีที่ยังไม่เคยมี Database ให้เลือกที่ Database -> Restore Files and Filegroupsเลือก From deviceคลิกที่ Addเลือกไฟล์ที่ได้ทำการ Backup ไว้หรือจาก Path ที่ได้ Copy มาจากเครื่องอื่น ๆ หลังจากที่ได้ Path แล้วให้คลิก OKในกรณีที่ยังไม่มี Database ให้ทำการพิมพ์ชื่อ Database ในส่วนของ To database:และจากรายการ Restore จะเห็นว่ามีให้เลือกหลาย Version ซึ่งมันเกิดจากในกรณีที่เรา Backup ไว้หลาย ๆ เวอร์ชั่นในไฟล์เดียวกัน สามารถดูข้อแตกต่างได้จากวันที่ของการRestore เรียบร้อยแล้วจากนั้นให้คลิกขวาที่ Database -> Refresh รายการ Database ซึ่งประกอบด้วย Table และ Schema Object อื่น ๆ ทั้งหมดที่ได้ทำการ Backup ไว้ก่อนหน้านี้

  • วิธีติดตั้ง Node.js บน Ubuntu 16.04 แบบ Step by Step

    Article
    Save Pongsiri 6 months ago

    สำหรับสายโปรแกรมเมอร์ที่แท้จริง ยังไง ๆ ก็หนีไม่พ้นกับการใช้ Linux ตัวใดตัวหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ Ubuntu ที่โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกนิยมใช้กันมากที่สุด รวมทั้งซอฟต์แวร์ Open Source ส่วนมากก็ใช้ Ubuntu เนื่องจากมันไม่ค่อยมีข้อจำกัดใด ๆ เลยNode.js ก็เป็นอีกหนึ่ง Platform ที่ดีที่สุดในการพัฒนา Web Application เพราะการที่ Node.js สามารถทำให้เรารัน JavaScript ที่ฝั่ง Server ได้นี่เอง ซึ่งพอเราเขียน JavaScript ให้ฝั่ง Server และ Client ทำงานร่วมกันได้ มันก็ผสานงานกันได้อย่างลงตัวและบทความนี้ก็จะขอพูดถึงการติดตั้ง Node.js บนเซิร์ฟเวอร์ Ubuntu 16.04 ที่เลือกตัวนี้ก็เพราะว่าหลังจากลองใช้มาหลายตัวกับโปรเจคต่าง ๆ พบว่าตัวนี้ปัญหาน้อยที่สุดและจะทำอะไรก็ง่ายเพราะมีคนใช้เยอะ คู่มือหรือ How to ต่าง ๆ จึงหาไม่ยากติดตั้ง Node.js ด้วย Ubuntu Repository (แบบปกติ)เริ่มแรกคือให้เรา Remote เข้าไปที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเรา (แนะนำให้ใช้ User อื่นที่ไม่ใช่ Root นะ แต่ต้องมีสิทธิ์ sudo ด้วย)พอเข้ามาแล้วก็ให้ Update Package ก่อน แล้วจึงติด Node.js ด้วยคำสั่งด้านล่างนี้$ sudo apt-get update $ sudo apt-get install nodejsหากการติดตั้งไม่มีอะไรผิดปกติก็จะแสดงผลลัพธ์ประมาณนี้Reading package lists... Done Building dependency tree Reading state information... Done The following additional packages will be installed: libuv1 The following NEW packages will be installed: libuv1 nodejs 0 upgraded, 2 newly installed, 0 to remove and 1 not upgraded. Need to get 3,218 kB of archives. After this operation, 13.4 MB of additional disk space will be used. Do you want to continue? [Y/n] y Get:1 http://mirrors.digitalocean.com/ubuntu xenial/universe amd64 libuv1 amd64 1.8.0-1 [57.4 kB] Get:2 http://mirrors.digitalocean.com/ubuntu xenial- updates/universe amd64 nodejs amd64 4.2.6~dfsg-1ubuntu4.1 [3,161 kB] Fetched 3,218 kB in 0s (5,102 kB/s) Selecting previously unselected package libuv1:amd64. (Reading database ... 212964 files and directories currently installed.) Preparing to unpack .../libuv1_1.8.0-1_amd64.deb ... Unpacking libuv1:amd64 (1.8.0-1) ... Selecting previously unselected package nodejs. Preparing to unpack .../nodejs_4.2.6~dfsg-1ubuntu4.1_amd64.deb ... Unpacking nodejs (4.2.6~dfsg-1ubuntu4.1) ... Processing triggers for libc-bin (2.23-0ubuntu7) ... Processing triggers for man-db (2.7.5-1) ... Setting up libuv1:amd64 (1.8.0-1) ... Setting up nodejs (4.2.6~dfsg-1ubuntu4.1) ... update-alternatives: using /usr/bin/nodejs to provide /usr/bin/js (js) in auto mode Processing triggers for libc-bin (2.23-0ubuntu7) ...แล้วก็มาติดตั้ง NPM ต่อเลยsudo apt-get install npmถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเราก็สามารถรันคำสั่ง nodejs ได้แล้วละ แต่ถ้าติดตั้งตามวิธีแรกแล้วมีปัญหาจนไปต่อไม่ได้ให้ลองมีดูวิธีที่ 2ติดตั้ง Node.js ด้วย PPAวิธีนี้คือเราต้องดาว์นโหลด Node.js มาที่เครื่องเราก่อน โดยระบุเวอร์ชั่นแต่ต้องการลงไปในที่นี้ใส่เป็น 8.11.1 (ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ Node.js 8.11.1 LTS เป็นเวอร์ชั่นที่เสถียรที่สุด)$ cd ~ $ curl -sL https://deb.nodesource.com/setup_8.11.1 -o nodesource_setup.shตอนนี้เราก็ทำเหมือนวิธีแรกเลยคือรันคำสั่งตั้ง Node.js อีกครั้งsudo apt-get install nodejsถ้าเรียบร้อยดี ก็ติดตั้ง Package สำคัญ ๆ ด้วยคำสั่งเดียวตามนี้sudo apt-get install build-essentialแต่ถ้าทำตามวิธีนี้ แล้วยังติดตั้งไม่สำเร็จ มาดูวิธีสุดท้ายกันติดตั้ง Node.js ด้วย NVMวิธีนี้ต่างจากสองวิธีแรกที่ใช้คำสั่ง apt ในการติดตั้ง แต่วิธีจะเป็นการติดตั้งด้วย nvm ซึ่งมันสามารถให้เราติดตั้ง Node.js แบบเลือกเวอร์ชั่นได้ ติดตั้งหลายเวอร์ชั่นก็ได้รันคำสั่งติดตั้งตัวช่วยสร้าง Source Package ก่อน$ sudo apt-get update $ sudo apt-get install build-essential libssl-devจากนั้นก็ดึงตัวติดตั้ง NVM มากจาก Github ด้วย Curl เปลี่ยนเลขเวอร์ชั่นเป็นล่าสุดด้วยนะดูที่ https://github.com/creationix/nvmcurl -sL https://raw.githubusercontent.com/creationix/nvm/v0.31.0/install.sh -o install_nvm.shตอนนี้เราก็รันสคริปต์ที่ได้มาด้วย bashbash install_nvm.shคำสั่งด้านบนจะติดตั้ง nvm ไว้ที ~/.nvm เราต้องไปที่เพิ่มไว้ที่ ~/.profile ด้วยเพื่อให้ nvm ทำงานได้source ~/.profileเอาละมาถึงตอนที่เราได้ติดตั้ง Node.js แล้ว เปิดดูก่อนว่ามีเวอร์ชั่นอะไรให้ติดตั้งบ้างnvm ls-remote จะเห็นทุกเวอร์เลยที่มีให้เราใช้ ทีนี้เราก็แค่เลือกแล้วติดตั้งก็เวอร์ชั่นไหนก็ได้ จะกี่เวอร์ชั่นก็ได้nvm install v8.11.1ตอนใช้งานเราก็แค่ บอกมันว่าจะใช้เวอร์ชั่นไหน ถ้าไม่งั้นมันใช้เวอร์ล่าสุดเสมอnvm use v8.11.1ตอนนี้เราก็สามารถใช้งาน Node.js ด้วยคำสั่งชื่อว่า node ได้แล้วนะครับ ลองรัน node -v ดูสิคำสั่ง nvm อื่น ๆnvm -l ดูเวอร์ชั่นที่ติดตั้งไว้แล้วnvm alias default v8.11.1 ตั้งเวอร์ชั่นนี้เป็นค่าเริ่มต้นnvm use default ใช้เวอร์ชั่นที่ตั้งค่าเริ่มต้นไว้Node.js แต่ละเวอร์ชั่นที่เราใช้จะมี npm สำหรับจัดการ Package ตัวอย่างนี้จะลองติดตั้ง express module กันครับnpm install expressเราสามารถใช้ express นี้กับโปรเจคต์อื่น ๆ ที่ใช้ Node.js เวอร์ชั่นเดียว ได้โดยการเติม -g ตอนติดตั้งแบบนี้npm install -g expressคำสั่งด้านบนจะติดตั้ง Package ไว้ที่นี่npm link expressและสุดท้ายถ้าต้องการดูคำสั่งและตัวเลือกอื่น ๆ   nvm helpนี่ก็คือ 3 วิธีการ ในการติดตั้ง Node.js บน Ubuntu 16.04 นะครับ Happy coding

  • Syntax error or access violation: 1071 Specified key was too long; max key length is 767 bytes

    Topic
    คุณชาย พงษ์ 6 months ago

    รันคำสั่ง php artisan serve แล้วขึ้นข้อความแบบนี้แก้ยังไงครับ

  • packet_write_wait: Connection to XXX: Broken pipe

    Topic
    Save Pongsiri 6 months ago

    เข้า Server แล้วชอบหลุด

  • การ Backup ฐานข้อมูล SQL Server Database อย่างถูกวิธี (รองรับ 2005,2008,2012,2014)

    Article
    Panachai Meetun 6 months ago

        ในการ Backup และ Restore แนะนำว่า จะใช้ได้ดีในกรณีที่ Restore ในเวอร์ชั่นเดียวกัน หรือเวอร์ชั่นที่สูงกว่า ในกรณีที่นำไป Restore ในเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า อาจจะไม่สามารถทำการ Restore ได้ หรือได้แต่ Schema Object บางตัวอาจจะมาไม่ครบ และในการ Backup จะต้องทำที่เครื่อง Server เท่านั้น ในกรณีที่ผ่านการ Remote ด้วย SQL Server Management Studio จากเครื่องอื่น ๆ จะไม่สามารถ Backup ข้อมูลที่ Server ได้ หรือ Backup ได้ แต่ไฟล์จะถูกจัดเก็บไว้ที่ Server การ Backup Database ของ SQL Serverเปิด Tool ของ SQL Server Management Studio และทำการเชื่อมต่อไป Database ของ SQL Serverเลือก รายการ Database ที่ต้องการจะ Backupคลิกขวาที่ Database ->Tasks -> Backupหน้าจอนี้เป็นการเลือกรายการที่จะ Backup เช่น เลือก Databaseส่วน Backup type : Full และค่าอื่น ๆ สามารถกำหนดเป็นค่า Default ได้เลยในเบื้องต้นหน้าจอนี้โปรแกรมจะกำหนด Path ที่เป็นค่า Default ราสามารถ Remove มันออกไปได้เลยเลือก Add ใหม่กำหนด Path ที่ต้องการ Backup พร้อมกำหนดชื่อไฟล์ และแนะนำให้ใส่นามสกุลเป็น .bakหลังจากที่ได้ Path เรียบร้อยแล้วให้เลือก OK เพื่อเริ่มการ Backup ข้อมูลBackup เรียบร้อยแล้วเมื่อไปดู Path ที่เรากำหนดไว้จะเห็นไฟล์ที่ถูกสร้าง ซึ่งให้เรา Copy ไฟล์นี้ไปใช้งาน เพื่อที่จะ Restore ในเครื่องอื่น ๆ ได้