Showing results for “mac”

12 results found

  • แก้ปัญหา: Missing write access to /usr/local/lib/node_modules/npm/node_modules/

    Topic
    Sai Watcharapron 3 weeks ago

    To minimize the chance of permissions errors, you can configure npm to use a different directory. In this example, it will be a hidden directory on your home folder.Make a directory for global installations: mkdir ~/.npm-globalConfigure npm to use the new directory path: npm config set prefix '~/.npm-global'Open or create a ~/.profile file and add this line: export PATH=~/.npm-global/bin:$PATHBack on the command line, update your system variables: source ~/.profileTest: Download a package globally without using sudo.npm install -g jshintIf still show permission error run (mac os):sudo chown -R $USER ~/.npm-global

  • ติดตั้ง MariaDB บท macOS ด้วย Homebrew

    Topic
    Save Pongsiri 1 month ago

    หลังจากที่เรามี homebrew อยู่ใน macOS ของเราแล้ว, ก็เริ่มต้นติดตั้ง MariaDB ด้วยคำสั่งbrew install mariadb จากนั้นก็สั่ง start mysql.server start ถ้าต้องการให้ start อัตโนมัติ ใช้คำสั่งนี้แทน (กรณีที่ต้องการ stop หรือ restart ก็ให้เปลี่ยนที่คำสั่งด้านล่างได้เลย)brew services start mariadb หลังจาก start เสร็จแล้วก็สามารถเข้าใช้งานด้วย user เริ่มต้นคือ root mysql -u root

  • อัปโหลดไฟล์ขึ้น FTP ด้วยคำสั่ง Git บน macOS

    Article
    Save Pongsiri 3 months ago

    เป็นเรื่องลำบากมากเลยใช่มั้ยครับ สำหรับคนที่ใช้ Git กับโปรเจคอยู่แล้ว แต่ดันต้อง Deploy งานไปที่ FTP Server จากที่ผมเจอคือเราต้องมานั่งอัปที่ละไฟล์ที่เราแก้ บางทีขี้เกียจก็อัปไฟล์ทับไปเลยทั้งหมด ซึ่งมันก็เปลือง Bandwidth ไปเปล่าประโยชน์ก็เลยไปเจอกับ Tool ตัวนึงชื่อว่า git-ftp ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เลยแหละ โดยที่มันสามารถสั่งให้ push เฉพาะไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นไป FTP ได้ แถมมันยังทำงานคู่กับ git ได้เลยทันที เราจะอยู่ branch ไหนก็ได้ หรือจะย้อนกลับไปอัปโหลดเวอร์ชั่นเก่าก็ได้อีก โอ้ววว นี่แหละที่ต้องการ ติดตั้งบน macOSใช้ homebrew รันคำสั่งติดตั้งได้เลยbrew install git-ftpเริ่มใช้งานใช้ terminal เข้าไปที่โฟลเดอร์ของโปรเจคของเรา และแน่นอนว่าเราได้ตั้งค่า git ไว้อยู่แล้ว (ถ้ายังลองวาร์ปไปบล็อคนี้ วิธีสร้าง Git Repo จาก Local ไปยัง Remote ด้วย Command line)ตั้งค่า FTP Server ของเราก่อน โดยเราต้องมี hostname, port, username, password และ path ที่จะอัปขึ้นไป เตรียมไว้อยู่แล้ว โดยให้เอามาใส่ใน git config ให้ถูกต้องตามคำสั่งข้างล่างนี้เลยครับgit config git-ftp.url "ftp://ftp.example.net:21/public_html" git config git-ftp.user "ftp-user" git config git-ftp.password "secr3t"แล้วอัปโหลดไฟล์ทั้งหมดขึ้นไปgit ftp initหรือถ้ามีไฟล์อยู่แล้วก็รันอัปเดตgit ftp catchupทีนี้เราก็มาทดสอบเพิ่มไฟล์หรือแก้ไขไฟล์กันครับ ตัวอย่างผมจะสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่ชื่อว่า index.txtecho "new content" >> index.txtแล้วเราก็ stage และ commit git add index.txt git commit -m "Add new content"และสุดท้ายเมื่อเราต้องการจะอัปไฟล์ที่เปลี่ยนแปลงขึ้น FTP เราก็แค่รันคำสั่ง ftp pushgit ftp pushไฟล์ของเราก็จะถูกอัปขึ้นไป FTP แบบนี้เพียงเท่านี้เรื่อง Deploy ไป FTP ก็จะไม่ยากอีกต่อไป

  • เปลี่ยน Remote URLs ของ git repo ด้วยคำสั่ง Command line

    Topic
    Save Pongsiri 5 months ago

    1. เปิด Terminal บน Mac หรือ cmd บน windows2. เข้าไปที่ไดเรคทอรี่ของ git repo ที่ต้องการ3. ตรวจสอบดูว่าตอนนี้มี URL อะไรอยู่บ้างgit remote -v4. เปลี่ยนเป็น URL ใหม่ด้วยคำสั่ง git remote set-url git remote set-url origin https://github.com/USERNAME/REPOSITORY.git5. ตรวจสอบดูอีกครั้งว่า URL เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง git remote -v

  • วิธีแก้ปัญหาการติดตั้ง PHP7.2 ใน macOS ไม่ได้

    Topic
    Save Pongsiri 6 months ago

    จากปัญหาที่พอจะเซ็ตให้ macOS ใช้ PHP7.2 brew link php72แล้วขึ้น Error ประมาณนี้Linking /usr/local/Cellar/php71/7.1.14_25...Error: Could not symlink sbin/php-fpm/usr/local/sbin is not writable.ให้เราลองเช็คว่ามีไฟล์นี้อยู่จริงมั้ยls /usr/local/sbin ถ้าไม่นี้เราจะเห็นข้อความนี้ls: /usr/local/sbin: No such file or directoryให้เราสร้างไฟล์ sbin และกำหนดสิทธ์ให้อยู่กลุ่ม adminsudo  mkdir -p /usr/local/sbinsudo chown -R $(whoami):admin /usr/local/sbinแล้วก็สั่ง link อีกทีนึงครับbrew link php72เรียบร้อยแล้วLinking /usr/local/Cellar/php71/7.1.14_25... 17 symlinks created** วิธีนี้อาจจะปรับใช้ได้กับ PHP เวอร์อื่นๆ

  • ติดตั้ง php บน macos ด้วย brew

    Topic
    Save Pongsiri 11 months ago

    First install Brew on your MACSetup Brew: ruby -e "$(curl -fsSL https://raw.githubusercontent.com/Homebrew/install/master/install)"brew updatebrew tap homebrew/dupesbrew tap homebrew/phpInstall PHP 7.0.+ brew install php70Install mcrypt: brew install mcrypt php70-mcryptFinally, install composer: brew install composerNow if you run $ php -v, you will get PHP 5.5 or something. This is the default PHP version that is shipped with OSX and cannot be removed. You just need to edit your path to ensure that PHP 7.0 is picked up.export PATH="$(brew --prefix homebrew/php/php70)/bin:$PATH"To debug any issue with any package, you can run brew info php70 etc.Also, if you are getting seemingly unrelated errors, make sure to update bash/zsh: brew upgrade bash and brew upgrade zsh.If everything is setup correctly, running $ php -v should give you 7.0.+.Thank! https://gist.github.com/shashankmehta/6ff13acd60f449eea6311cba4aae900a

  • แก้ปัญหา The following build commands failed: PhaseScriptExecution Run\ Script build/ios-deploy.build/Release/ios-deploy.build

    Topic
    Save Pongsiri 11 months ago

    The following build commands failed: PhaseScriptExecution Run\ Script build/ios-deploy.build/Release/ios-deploy.buildFor those looking for a straight forward solution, I was able to resolve this on my machine following the instructions in this thread.My environment:OS: macOS High Sierra 10.13.5Xcode Version: Version 9.4.1 (9F2000)Disable "SIP"Click the  symbol in the Menu bar.Click Restart…Hold down Command-R to reboot into Recovery Mode.Click Utilities.Select Terminal.Enter csrutil disable.Enter reboot.Attempt install with "SIP" disabledAfter reboot, remove XPCServices file sudo rm /System/Library/PrivateFrameworks/MobileDevice.framework/XPCServicesAttempt install again with this command sudo npm install -g ios-deploy --unsafe-perm --allow-rootInstall should successfully complete.Re-enable "SIP"Click the  symbol in the Menu bar.Click Restart…Hold down Command-R to reboot into Recovery Mode.Click Utilities.Select Terminal.Enter csrutil enable. (important that you set it to enable here...)Enter reboot.

  • คำสั่งเพิ่ม directory ลงใน system path บน macOS

    Topic
    Save Pongsiri 1 year ago

    export PATH=$PATH:~/.composer/vendor/bin

  • วิธีตั้งค่า macOS ไม่ให้เปลี่ยนลำดับ Desktop เอง

    Topic
    Save Pongsiri 1 year ago

    สำหรับใครที่ใช้งาน macOS แบบหลายหน้าจอ แล้วใช้ๆ ไปมันจะเรียงลำดับใหม่เอาจอที่ใช้บ่อยสุดขึ้นก่อน บางคนอาจชอบนะ แต่ผมมักจะหงุดหงิดเวลามีจอมากๆ เข้าต้องคอยหาว่ามันย้ายไปอยู่ไหน ผมเลยอยากให้มันอยู่ที่เดิมตามที่ตั้งค่าไว้ตอนแรกวิธีแก้คือให้เข้าไปที่ System Preferences > Mission Control แล้วเอาเช็คถูกออกจาก "Automatically rearrange spaces based on most recent use" ครับ

  • คีย์ลัด เปิด/ปิด ไฟล์และโฟลเดอร์ที่ถูกซ่อนใน macos

    Topic
    Save Pongsiri 1 year ago

    ใช้คีย์ลัดนี้ได้เลยครับCMD + SHIFT + .

  • วิธีติดตั้ง Composer บน MacOS

    Article
    Save Pongsiri 1 year ago

    ดาวน์โหลด Composerโดยการเปิดโปรแกรม Terminal ขึ้นแล้ว แล้วรันคำสั่ง curl ดาวน์โหลด composer.pharSome settings on your machine make Composer unable to work properly. Make sure that you fix the issues listed below and run this script again: The detect_unicode setting must be disabled. Add the following to the end of your `php.ini`: detect_unicode = Off A php.ini file does not exist. You will have to create one. If you can not modify the ini file, you can also run `php -d option=value` to modify ini values on the fly. You can use -d multiple times.สำหรับให้เข้าตั้งค่าที่ไฟล์ php.ini จะอยู่ในโฟลเดอร์ /private/etc/ ถ้าหาไม่เจอให้ copy จาก default มาใหม่ด้วยคำสั่งนี้detect_unicode = Offเสร็จแล้วก็รันคำสั่ง curl ข้างบนอีกครั้งใช้งาน Composerพอติดตั้งเสร็จก็จะได้ไฟล์ composer.phar ซึ่งตอนนี้มันสามารถ excute ได้แล้วด้วยคำสั่ง PHP แต่ถ้าหากต้องการให้พิมพ์ง่าย ๆ แต่คำว่า composer เราก็ต้องย้ายไปไว้ที่ /usr/bin และสร้าง alias ด้วยคำสั่งนี้alias composer="php /usr/local/bin/composer.phar"เรียบร้อยตอนนี้ก็สามารถรันคำสั่ง composer บน Terminal ได้แล้วครับ

  • การติดตั้ง Laravel 5.6 แบบสมบูรณ์

    Article
    Save Pongsiri 1 year ago

    เซิร์ฟเวอร์ต้องมีอะไรบ้าง? Laravel เป็นเฟรมเวิร์คที่ไม่ต้องการทรัพยากรสูงมาก ยิ่งถ้าติดตั้งกับ Laravel Homestead เซิร์ฟเวอร์จำลองที่สร้างมาเพื่อ Laravel ก็แทบไม่ต้องการอะไรเพิ่มเลย ทาง Laravel เองก็ค่อนข้างเชียร์ให้เราใช้ Homestead เป็นเซิร์ฟเวอร์จำลองสำหรับพัฒนาในเครื่องของเราแต่ถ้าเราไม่ได้ใช้ Homestead ล่ะ? คำตอบคือ เราก็ต้องเตรียมเซิร์ฟเวอร์ของเราให้มีทรัพยากรพื้นฐานเลยตามนี้- PHP เวอร์ชั่นตั้งแต่ 7.1.3 ขึ้นไป- OpenSSL PHP Extension- PDO PHP Extension- Mbstring PHP Extension- Tokenizer PHP Extension- XML PHP Extension- Ctype PHP Extension- JSON PHP Extension(ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีมาให้กับเซิร์ฟทั่วไปอยู่แล้ว)เริ่มติดตั้งLaravel ใช้ Composer เป็นตัวจัดการเรื่อง Dependencies ดังนั้นก่อนใช้งาน Laravel ก็ควรต้องติดตั้ง Composer ลงในเรื่องของเราก่อนด้วย (วิธีติดตั้ง Composer Windows, Mac)ติดตั้งด้วย Laravel Installerเริ่มจากดาว์นโหลด Laravel Installer ด้วย Composercomposer global require "laravel/installer"เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถใช้คำสั่ง laravel new ตามด้วยชื่อโปรเจค เพื่อสร้างโปรเจคใหม่ได้เลยแบบนี้laravel new [ชื่อโปรเจคใหม่]หรือติดตั้งด้วยคำสั่ง Composer Create-Projectเป็นอีกวิธีนึงหากวิธีแรกใช้ไม่ได้ คือติดตั้งด้วยคำสั่ง create-project บน Terminalcomposer create-project --prefer-dist laravel/laravel [ชื่อโปรเจคใหม่]รันเซิร์ฟเวอร์ของเรากันเมื่อเราติดตั้ง Laravel ได้แล้วต่อไปเราก็มาลองรันเซิร์ฟเวอร์ ด้วยคำสั่ง PHP ในการสร้างเซิร์ฟเวอร์สำหรับพัฒนาให้กับเว็บของเราได้เลยphp artisan serveเว็บจะรันที่ http://localhost:8000 ตามค่าเริ่มต้น ถ้าอยากใช้ port อื่นก็พ่วง option ไปแบบนี้ php artisan serve --port=1234สิ่งที่ต้องตั้งค่าก่อนเริ่มเขียนเว็บPublic Directory ตั้งค่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ web root ให้เปิดจาก ไดเรคทอรี่ public ของเว็บเรา ไฟล์ public/index.php เป็นไฟล์ที่ใช้รันเว็บของเราตั้งค่าในไฟล์ค่าตั้งค่า ในไดเรคทอรี่ที่ชื่อว่า config จะมีไฟล์สำหรับตั้งค่าหลายไฟล์ เราสามารถตั้งค่า เช่น Database, Email หรืออื่น ๆ ได้เลยที่นี่สิทธิ์การเข้าถึงไดเรคทอรี่ มีบางไดเรคทอรี่ที่ต้องการสิทธิ์ในการเขียนข้อมูล เช่น storage และ bootstrap/cache ให้ตั้งค่า permission ให้สามารถเขียนข้อมูลได้ Application Key เรื่องคีย์นี้สำหรับมากว่าเราไม่ได้เซ็ตไว้ จะทำให้การเข้ารหัสข้อมูลของเราไม่ปลอดภัย ส่วนวิธีกำหนดคีย์ก็ไม่ยาก แค่เราเปลี่ยนชื่อไฟล์ .env.example เป็น .env แล้วรันคำสั่ง geneate ใน Terminalphp artisan key:generateตั้งค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม หากต้องการความสมบูรณ์ของเว็บเพิ่มขึ้นก็ให้เขาไปตั้งค่าอื่น ๆ เช่น timezone และ locale ในไดเรคทอรี่ config/app.php ตั้งค่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ตั้ง URL ให้สวยงามสำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Apacheในโฟลเดอร์ public จะมีไฟล์ที่ชื่อว่า .htaccess ไว้สำหรับจัดการ URL ของเราไม่ให้เป็น index.php ใน URL ไฟล์นี้จะทำงานได้ ถ้าเครื่องเรามีการติดตั้งโมดูล mod_rewrite ไว้เรียบร้อยแล้วแต่ถ้า .htaccess ไม่ทำงาน ให้ลองให้คำสั่งด้านล่างนี้Options +FollowSymLinksRewriteEngine On RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-dRewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-fRewriteRule ^ index.php [L]สำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Nginxถ้าเราใช้ Nginx ง่าย ๆ แค่เพิ่มการตั้งค่าของ Site ด้วยคำสั่งด้านล่างนี้location / {    try_files $uri $uri/ /index.php?$query_string;}